การยืนยันตัวตนด้วยเสียง คือวิธีการยืนยันตัวตนที่ธุรกิจจำนวนมากนำมาใช้กันอย่างรวดเร็ว หรือที่รู้จักกันในชื่อไบโอเมตริกซ์เสียง โดยใช้ลักษณะเฉพาะของเสียงผู้ใช้งานแต่ละคนในการตรวจสอบตัวตน ดังนั้น ในธุรกิจแบบ B2C คุณจะพบได้ในรูปแบบของรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง
ในคู่มือนี้ คุณจะได้เข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีการล้ำสมัยนี้ พร้อมทั้งขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการนำไปใช้งานและเพิ่มความปลอดภัยให้กับธุรกิจของคุณ
Part 1: การยืนยันตัวตนด้วยเสียงคืออะไร? มีความพิเศษอย่างไร?
คำนิยาม & วัตถุประสงค์
การยืนยันตัวตนด้วยเสียงจัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ เช่นเดียวกับการยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือ จุดเด่นคือสามารถระบุและยืนยันตัวตนของผู้ใช้แต่ละคนจากลักษณะเฉพาะของเสียง ซึ่งลักษณะเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละบุคคล เพราะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางสรีรวิทยาและพฤติกรรม ทำให้เลียนแบบได้ยาก
เหตุผลหลักที่ควรเปลี่ยนมาใช้วิธีรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง คือเพื่อมอบวิธีการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและสะดวกสำหรับผู้ใช้ ช่วยลดการพึ่งพาข้อมูลประจำตัวแบบเดิม เช่น รหัสผ่าน ซึ่งอาจถูกขโมยได้ง่าย ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาวิธีเพิ่มความปลอดภัย นี่คือเทคโนโลยีที่ควรนำมาใช้
ความแตกต่างระหว่างรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียงและรหัสยืนยันตัวตนผ่าน SMS
อย่างที่คุณอาจทราบอยู่แล้ว การยืนยันตัวตนด้วยเสียงมีวัตถุประสงค์คล้ายกับ การยืนยันตัวตนผ่าน SMS แม้ว่าทั้งสองวิธีจะมีเป้าหมายเพื่อยืนยันตัวตนผู้ใช้ แต่กระบวนการทำงานแตกต่างกันอย่างมาก
ในวิธีรหัสยืนยันตัวตนผ่าน SMS ผู้ใช้จะได้รับรหัสแบบใช้ครั้งเดียวผ่านข้อความ แล้วนำรหัสนั้นมากรอกในแอปหรือเว็บไซต์เพื่อยืนยันตัวตน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครือข่ายของผู้ใช้
ส่วนวิธีรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง จะยืนยันตัวตนผู้ใช้โดยวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของเสียงระหว่างการสนทนา วิธีนี้ใช้ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ซึ่งมีความเฉพาะตัวสูงในแต่ละบุคคล จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และควรกล่าวด้วยว่าการหลอกลวงด้วยรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียงนั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับการฟิชชิ่งรูปแบบอื่น
เพื่อให้คุณเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองวิธีนี้ได้ชัดเจนขึ้น เราได้สรุปไว้ในตารางต่อไปนี้:
| คุณสมบัติ | การยืนยันตัวตนด้วยเสียง | การยืนยันตัวตนผ่าน SMS |
|---|---|---|
| ระดับความปลอดภัย | สูง เพราะการลอกเลียนเสียงพูดทำได้ยาก | ปานกลาง เนื่องจากรหัสอาจถูกขโมยหรือหลอกขอได้ |
| วิธีการใช้งาน | ยืนยันตัวตนแบบแฮนด์ฟรี ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน | ผู้ใช้ต้องกรอกรหัสเอง |
| ความน่าเชื่อถือ | อาจได้รับผลกระทบจากเสียงรบกวนหรือเสียงเปลี่ยน | อาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของ SMS หรือปัญหาเครือข่าย |
| การป้องกันการฉ้อโกง | AI สามารถตรวจจับความผิดปกติและความพยายามฉ้อโกง | เสี่ยงต่อการถูกฟิชชิ่ง |
| กรณีการใช้งาน | ศูนย์บริการลูกค้า, ธนาคาร, สาธารณสุข | เข้าสู่ระบบเว็บไซต์, ยืนยันตัวตนในแอปมือถือ |
| ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว | การจัดเก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์ต้องเป็นไปตามกฎหมาย | ผู้ใช้ต้องให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวกับแอปพลิเคชัน |
ข้อดีและความท้าทายของวิธีการยืนยันตัวตนด้วยรหัสเสียง
หากคุณมองว่าการยืนยันตัวตนด้วยเสียงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ นี่คือเทคโนโลยีที่ควรลองใช้จริง ๆ โดยข้อดีหลัก ๆ มีดังนี้:
- ความปลอดภัยสูง: ไบโอเมตริกซ์เสียงเลียนแบบได้ยากมาก การนำมาใช้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะการหลอกลวงด้วยรหัสเสียงเกิดขึ้นได้น้อย
- ใช้งานสะดวก: ผู้ใช้สามารถยืนยันตัวตนได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านการพูด ไม่ต้องจำรหัสผ่านหรือโค้ดใด ๆ
- ตรวจจับการฉ้อโกงได้ดี: เทคนิคนี้โดดเด่นในการตรวจจับความผิดปกติของเสียง จึงช่วยให้ระบุการโจมตีที่อาจเป็นการฉ้อโกงได้ง่ายขึ้น
แม้จะมีข้อดีมากมาย เทคโนโลยีนี้ก็ยังมีความท้าทายที่ควรระวัง หากคุณรู้เท่าทัน ก็จะสามารถเตรียมรับมือได้ โดยความท้าทายหลัก ๆ มีดังนี้:
- เสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อม: สภาพแวดล้อมอาจส่งผลต่อความแม่นยำของระบบ เช่น หากผู้ใช้อยู่ในที่เสียงดัง ข้อมูลเสียงอาจถูกบันทึกไม่ถูกต้อง
- ปัญหาสุขภาพ: อาการเจ็บป่วยบางอย่างอาจเปลี่ยนเสียงของผู้ใช้ชั่วคราว เช่น เป็นหวัด ส่งผลให้ระบบไม่สามารถจดจำเสียงได้และการยืนยันตัวตนอาจล้มเหลว
- ข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว: ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ถือเป็นข้อมูลละเอียดอ่อนและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หากต้องจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลประเภทนี้ คุณต้องมั่นใจว่าปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของแต่ละภูมิภาคอย่างเคร่งครัด
Part 2: รหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียงทำงานอย่างไร & กรณีการใช้งานที่พบบ่อย
พื้นฐานทางเทคนิคของซอฟต์แวร์ยืนยันตัวตนด้วยเสียง
เมื่อเข้าใจแล้วว่าการยืนยันตัวตนด้วยเสียงคืออะไร หลายคนอาจสงสัยว่าระบบนี้ทำงานอย่างไร ระบบยืนยันตัวตนด้วยเสียง จะบันทึกลักษณะเฉพาะของเสียงผู้ใช้ หรือที่เรียกว่านิ้วมือเสียง เช่น โทนเสียง ความสูงต่ำ และรูปแบบการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน
อุตสาหกรรมและกรณีการใช้งานการยืนยันตัวตนด้วยเสียง
วิธีการยืนยันตัวตนด้วยรหัสเสียงถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่:
- บริการภาครัฐ: ผู้ใช้จำนวนมากต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูงเมื่อใช้บริการภาครัฐ หลายหน่วยงานจึงนำการยืนยันตัวตนด้วยเสียงมาใช้เพื่อปกป้องประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย
- ธนาคารและการเงิน: อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องจัดการกับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง จึงนำวิธีนี้มาใช้เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้ระหว่างให้บริการทางโทรศัพท์
- โทรคมนาคมและศูนย์บริการลูกค้า: เมื่อลูกค้าติดต่อฝ่ายบริการของผู้ให้บริการ มักจะพบกับบริการนี้ บริษัทสามารถยืนยันตัวตนของผู้โทรได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลา
สำหรับอุตสาหกรรมนี้ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ Vodafone โดย TOBi ซึ่งเป็น AI assistant ที่บริษัทนำมาใช้ในงานบริการลูกค้า นอกจากจะให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังสามารถยืนยันตัวตนของผู้โทรได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น
Part 3: ซอฟต์แวร์ยืนยันตัวตนด้วยเสียงที่คุณควรรู้จัก
หากคุณตัดสินใจเลือกการยืนยันตัวตนด้วยเสียงสำหรับธุรกิจ ขั้นตอนถัดไปคือเลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน ในส่วนนี้เราขอแนะนำ 3 ตัวเลือกที่ดีที่สุดให้คุณ
#1 Google Voice
Google Voice เป็นหนึ่งในบริการยอดนิยมจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google โดยให้คุณโทรออกและรับสายได้จากทุกที่ การเปิดใช้งานฟีเจอร์เสียงในบัญชีของคุณ จำเป็นต้องกรอกรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเพราะมีกรณีหลอกลวงเกี่ยวกับรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียงเกิดขึ้นบ่อย
- ฟีเจอร์: มีบริการถอดข้อความเสียงอัตโนมัติ สร้างข้อความทักทายเฉพาะบุคคล บล็อกสายสแปม ส่งต่อสายไปยังอุปกรณ์ของคุณ และผสานการทำงานกับบริการอื่นของ Google ได้อย่างไร้รอยต่อ
- ข้อดี: อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย ผสานกับระบบนิเวศของ Google ได้เต็มที่ ใช้งานฟรีสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
- ราคา: ใช้งานฟรีสำหรับบุคคลทั่วไป แพ็กเกจสำหรับธุรกิจเริ่มต้นที่ $10 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
#2 Phonexia Voice Verify
- ฟีเจอร์: ให้บริการไบโอเมตริกซ์เสียงด้วย AI และระบบรู้จำเสียงพูดที่สามารถนำไปใช้กับการยืนยันตัวตนผู้ใช้และเครื่องมือแปลงเสียงเป็นข้อความ
- ข้อดี: ความแม่นยำสูง รองรับหลายภาษา ขยายขนาดได้ เหมาะกับธุรกิจทุกขนาด
- ราคา: ราคาขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและการติดตั้ง ระยะเวลาอนุญาตใช้สิทธิ์ 1 ปี
#3 EngageLab
EngageLab เป็นซอฟต์แวร์ที่ไม่เพียงช่วยให้คุณใช้งานการยืนยันตัวตนด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย แต่ยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ ให้เลือกใช้มากมาย แพลตฟอร์มนี้เป็นแบบมัลติแชนแนล ช่วยให้คุณสื่อสารกับลูกค้าได้หลากหลายช่องทาง เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม
- ฟีเจอร์: ให้บริการโซลูชันการสื่อสารแบบมัลติแชนแนล เช่น OTP, SMS, อีเมล, CAPTCHA, WhatsApp และการแจ้งเตือนแบบพุช
- ข้อดี: มีเครื่องมือสื่อสารครบวงจร อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย ราคาแข่งขัน พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
- ราคา: มีรูปแบบการคิดราคาที่ยืดหยุ่น สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง ตรวจสอบ หน้าราคา เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายตามความต้องการของคุณ
คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้น – วิธีส่งรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียงอย่างรวดเร็ว
EngageLab ไม่เพียงเป็นเครื่องมือที่ครบวงจรสำหรับองค์กรของคุณ แต่ยังช่วยให้การส่งรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย หากต้องการใช้งาน สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้:
-
1
สร้างบัญชี EngageLab
สร้างบัญชีบนแพลตฟอร์ม EngageLab คุณสามารถลงทะเบียนใช้งานได้ฟรี พร้อมทดลองใช้บริการต่าง ๆ ในช่วงทดลองใช้ฟรี -
2
เปิดใช้งานบริการ OTP Verify
เมื่อล็อกอินแล้ว ให้เข้าไปที่คอนโซลของคุณ แล้วคลิกที่ "OTP" -
3
สร้างเทมเพลต Voice OTP
คลิก "จัดการเทมเพลต" ที่แถบด้านข้าง แล้วเลือก "สร้างเทมเพลต" -
4
ส่งรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง
หากต้องการส่งรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง ให้เลือก "Voice" ในส่วน "กลยุทธ์การส่ง" -
5
ยืนยันรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง
หากต้องการยืนยันรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียง คุณต้องเชื่อมต่อกับ EngageLab OTP API .
สรุป
การยืนยันตัวตนด้วยเสียงกำลังเปลี่ยนแปลงวงการ B2C ด้วยการมอบวิธีการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น คุณก็สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาเพิ่มความปลอดภัยให้กับธุรกิจของคุณได้ง่าย ๆ เพียงสมัครใช้งาน EngageLab และส่งรหัสยืนยันตัวตนด้วยเสียงในไม่กี่ขั้นตอน ลองใช้งานได้เลยวันนี้!












