avatar

ชลนิภา ธนกิจไพศาล

อัปเดต: 2026-08-27

ใช้เวลาอ่าน 5 นาที

การเข้าถึงลูกค้าในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าคุณสื่อสารอะไร แต่ยังรวมถึงวิธีที่คุณสื่อสารและช่องทางที่เลือกใช้ด้วย โดยสองช่องทางหลักที่ธุรกิจนิยมใช้ติดต่อกับลูกค้า ได้แก่ การแจ้งเตือนแบบพุช และ การแจ้งเตือนทาง SMS

เมื่อมองเผิน ๆ ทั้งสองช่องทางอาจดูคล้ายกัน เพราะต่างก็แสดงข้อความโดยตรงบนโทรศัพท์ของลูกค้า และใช้ข้อความที่สั้นกระชับตรงประเด็น แต่ในความเป็นจริง วิธีการทำงาน ผลลัพธ์ที่สร้างได้ และสถานการณ์ที่เหมาะกับแต่ละช่องทางนั้นแตกต่างกันอย่างมาก

คู่มือนี้จะพาคุณเปรียบเทียบการแจ้งเตือนแบบพุชกับ SMS พร้อมอธิบายเหตุผลที่ควรใช้แต่ละช่องทาง ช่วงเวลาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และวิธีเลือกช่องทางที่เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ

การแจ้งเตือนแบบพุชเทียบกับ SMS

ส่วนที่ 1: ความแตกต่างสำคัญระหว่างการแจ้งเตือนแบบพุชกับ SMS

เปรียบเทียบการแจ้งเตือนแบบพุชกับ SMS แบบรวดเร็ว

การเลือกใช้การแจ้งเตือนแบบพุชหรือ SMS จำเป็นต้องพิจารณาว่าแต่ละช่องทางทำงานได้ดีเพียงใดในสถานการณ์จริง การแจ้งเตือนแบบพุชทำงานผ่านแอปมีความยืดหยุ่นและช่วยสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ดี ส่วน SMS เข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างครอบคลุมส่งตรงถึงโทรศัพท์และมองข้ามได้ยากกว่า ตารางด้านล่างเปรียบเทียบความแตกต่างทั้งด้านการส่งข้อความ การมองเห็น การมีส่วนร่วม และค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยให้คุณเลือกช่องทางที่เหมาะกับความต้องการของธุรกิจได้ง่ายขึ้น

การแจ้งเตือนแบบพุช SMS
การให้ความยินยอม ไม่ต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์ ผู้ใช้เพียงกดยืนยันภายในแอป ต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์หรือหมายเลขบริการเพื่อสมัครรับข้อความ
อัตราการเปิดอ่าน อัตราการเปิดอ่านค่อนข้างต่ำ (7.8%) อัตราการเปิดอ่านสูงมาก (98%)
การมองเห็น แสดงเป็นแบนเนอร์ ป้ายกำกับหรือข้อความแจ้งเตือน และอาจรวมอยู่กับการแจ้งเตือนอื่น ๆ อยู่ในกล่องข้อความโดยแยกออกจากรายการแจ้งเตือนของแอป
รูปแบบเนื้อหา รองรับสื่อหลากหลาย เช่น รูปภาพ ลิงก์ และเสียง เน้นข้อความตัวอักษรเป็นหลัก (สูงสุด 160 ตัวอักษรสำหรับ GSM-7 หรือ 70 ตัวอักษรสำหรับข้อความภาษาไทย)
การควบคุมของผู้ใช้ ผู้ใช้ตั้งค่าได้ว่าจะปิดเสียง ปิดรับหรือกำหนดรูปแบบการแสดงข้อความ มีตัวเลือกจำกัด โดยทั่วไป ทำได้เพียงยกเลิกการรับข้อความ
การมีส่วนร่วม ผู้ใช้แตะข้อความเพื่อเปิดแอปและดำเนินการต่อได้ทันที ผู้ใช้ตอบกลับหรือโต้ตอบผ่านข้อความได้ แต่การส่ง SMS ที่มีลิงก์ในไทยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของ NBTC
ข้อกำหนดในการใช้งาน ต้องติดตั้งแอปและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต
วิธีการส่ง ส่งผ่านระบบของแอป ส่งผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ
การสื่อสารแบรนด์ รองรับโลโก้และองค์ประกอบที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ รองรับการแสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างจำกัด โดยทั่วไป แสดงได้เพียงชื่อผู้ส่ง
ค่าใช้จ่าย มีค่าบริการระบบและช่องทาง แต่ไม่มีค่าใช้จ่ายต่อการแจ้งเตือน คิดค่าใช้จ่ายตามจำนวน SMS ที่ส่ง

ส่วนที่ 2: ข้อดีของการแจ้งเตือนแบบพุช

การแจ้งเตือนแบบพุชเป็นช่องทางที่สะดวกและตรงไปตรงมาสำหรับการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เมื่อผู้ใช้ติดตั้งแอปและอนุญาตให้รับการแจ้งเตือน ข้อความจะปรากฏบนหน้าจอในรูปแบบแบนเนอร์แจ้งเตือน

แม้การแจ้งเตือนแบบพุชจะมีอัตราการเปิดอ่านต่ำกว่า SMS แต่ข้อความจะแสดงบนหน้าจอหลัก จึงช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นได้ง่าย ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักอ่านข้อความพาดหัวหรือข้อความสั้น ๆ และหากเนื้อหาตรงกับความสนใจก็สามารถแตะเพื่อเปิดดูรายละเอียดเพิ่มเติมภายในแอปได้ทันที

การแจ้งเตือนแบบพุช รองรับการนำเสนออัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างโดดเด่น โดยจะแสดงพร้อมชื่อและโลโก้ของแอป อีกทั้งยังช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ ด้วยเนื้อหาหลากหลาย เช่น รูปภาพ วิดีโอ และเสียง เมื่อผู้ใช้เปิดแอปแล้ว ธุรกิจก็สามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ได้อีกหลายวิธี

ผู้ใช้ต้องให้สิทธิ์รับการแจ้งเตือนอย่างชัดเจน การดาวน์โหลดแอปเพียงอย่างเดียวไม่ถือเป็นการให้ความยินยอม เจ้าของแอปจึงควรแจ้งวัตถุประสงค์ และจัดการความยินยอมอย่างเหมาะสมตาม PDPA อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ SMS ที่มีข้อจำกัดของ NBTC โดยเฉพาะข้อความที่มีลิงก์ การแจ้งเตือนแบบพุชมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมาใช้งานแอป

ส่วนที่ 3: ข้อดีของ SMS

SMS ยังคงเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้า เนื่องจากมี อัตราการเปิดอ่านสูงถึง 98% จึงมีโอกาสสูงที่ผู้รับจะเห็นข้อความ แม้การส่ง SMS จะมีค่าใช้จ่ายต่อข้อความ แต่ก็ยังเหมาะกับการสื่อสารข้อมูลสำคัญ อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดของ NBTC ที่ห้ามส่ง SMS พร้อมลิงก์ ทำให้การนำมาใช้กับแคมเปญการตลาดในประเทศไทยมีข้อจำกัดมากขึ้น

ผู้รับมักเห็นและเปิดอ่านข้อความได้อย่างรวดเร็วหลังจากส่งถึงโทรศัพท์ จึงช่วยให้ข้อความสำคัญได้รับความสนใจจากผู้รับอย่างรวดเร็ว SMS จึงเหมาะกับข้อความที่ต้องการให้ผู้รับเห็นได้ทันที เช่น รหัสยืนยันตัวตนแบบใช้ครั้งเดียว การแจ้งเตือนธุรกรรม ประกาศบริการที่สำคัญ และการแจ้งเตือนภัยพิบัติ

SMS ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพราะข้อความจะถูกส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือได้โดยตรงและรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ SMS จึงยังเป็นช่องทางสำรองที่ขาดไม่ได้สำหรับการสื่อสารเร่งด่วน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้รับไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตหรือเข้าใช้งานแอปได้

ส่วนที่ 4: กรณีที่เหมาะกับการใช้การแจ้งเตือนแบบพุช

การแจ้งเตือนแบบพุชสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะการสื่อสารที่ต้องการกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับเข้าแอป ดูเนื้อหาหรือดำเนินการต่อ จึงมีความยืดหยุ่นและให้ผลลัพธ์ดีกว่า SMS ในบางสถานการณ์

กรณีที่เหมาะกับการใช้การแจ้งเตือนแบบพุช
  • การกระตุ้นการใช้งานแอป: หากต้องการให้ผู้ใช้เปิดแอปและเพิ่มการมีส่วนร่วมภายในแอป การแจ้งเตือนแบบพุชสามารถดึงผู้ใช้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การอัปเดตผลิตภัณฑ์: ธุรกิจสามารถใช้การแจ้งเตือนแบบพุชเพื่อสื่อสารเกี่ยวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ข่าวสาร การอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ใช้จึงมองเห็นใจความสำคัญได้ทันที
  • โปรโมชัน: การแจ้งเตือนแบบพุชเหมาะสำหรับการนำเสนอส่วนลดพิเศษ โปรโมชัน และข้อเสนอที่มีระยะเวลาจำกัด เพราะช่วยดึงดูดความสนใจและพาผู้ใช้ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องภายในแอปได้โดยตรง
  • การรวบรวมความคิดเห็น: ธุรกิจสามารถใช้การแจ้งเตือนแบบพุชเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการให้คะแนนแอป การตอบแบบสำรวจหรือการกรอกแบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น
  • งบประมาณจำกัด: หากธุรกิจมีงบประมาณด้านการตลาดจำกัด การแจ้งเตือนแบบพุชเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายตามจำนวนข้อความที่ส่งแม้อาจมีค่าบริการระบบหรือแพลตฟอร์ม จึงช่วยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
  • เนื้อหามัลติมีเดีย: หากต้องการส่งเนื้อหามัลติมีเดียให้กลุ่มเป้าหมาย การแจ้งเตือนแบบพุชเป็นช่องทางที่เหมาะสม โดยสามารถใช้รูปภาพและสื่ออื่น ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจพร้อมนำผู้ใช้เข้าสู่แอปเพื่อรับชมวิดีโอหรือเนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ ได้
  • การส่งข้อความจำนวนมาก: เมื่อธุรกิจต้องการส่งข้อความจำนวนมากหรือส่งข้อมูลเดียวกันให้ผู้ใช้หลายกลุ่มพร้อมกัน ก็สามารถใช้การแจ้งเตือนแบบพุชได้ โดยควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายและความถี่ให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้รบกวนผู้ใช้

ส่วนที่ 5: กรณีที่เหมาะกับการใช้ SMS

SMS รองรับการสื่อสารได้หลายรูปแบบและมีบทบาทมากกว่าช่องทางการตลาด จุดแข็งคือการส่งตรงถึงหมายเลขโทรศัพท์โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตหรือติดตั้งแอป สำหรับประเทศไทย SMS จึงเหมาะอย่างยิ่งกับข้อความเร่งด่วน ข้อมูลบริการและการแจ้งเตือนสำคัญที่ผู้รับจำเป็นต้องได้รับ

กรณีการใช้งาน SMS เทียบกับการแจ้งเตือนแบบพุช
  • ข้อความเร่งด่วน: เมื่อจำเป็นต้องส่งข้อมูลสำคัญอย่างเร่งด่วน SMS เป็นช่องทางที่เหมาะสม เพราะส่งถึงผู้รับได้รวดเร็วและมีอัตราการเปิดอ่านสูง ธุรกิจจึงสามารถใช้แจ้งการเปลี่ยนแปลงบริการ เหตุขัดข้องหรือกำหนดการสำคัญได้
  • การสื่อสารเฉพาะบุคคล: SMS สามารถใช้ส่งข้อความเฉพาะบุคคล ไปยังผู้รับแต่ละรายหรือกลุ่มที่กำหนดได้ ธุรกิจจึงสามารถแบ่งกลุ่มผู้รับและปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยต้องใช้ข้อมูลและความยินยอมตาม ข้อกำหนดของ PDPA
  • การแจ้งข้อมูลล่าสุด: ธุรกิจสามารถใช้ SMS แจ้งสถานะการจัดส่งพัสดุ สถานะคำสั่งซื้อ การเปลี่ยนแปลงเวลาให้บริการหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ผู้รับควรทราบ
  • การแจ้งเตือน: การแจ้งเตือนสภาพอากาศ การเดินทาง การทุจริต ภัยพิบัติ และการแจ้งเตือนสำคัญประเภทอื่น ๆ สามารถส่งผ่าน SMS ได้อย่างรวดเร็ว แม้ผู้รับไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือเปิดใช้งานแอป
  • การยืนยันรายการ: ธุรกิจนิยมใช้ SMS เพื่อส่งข้อความยืนยันการชำระเงิน คำสั่งซื้อ การจองและรายการสำคัญอื่น ๆ
  • ข้อความเตือนความจำ: SMS เหมาะสำหรับส่งข้อความเตือน เช่น การแจ้งเตือนนัดหมาย วันหมดอายุสมาชิกและเวลาใช้ยา เพราะผู้รับสามารถเห็นและเปิดอ่านข้อความได้อย่างรวดเร็ว
  • การยืนยันตัวตน: SMS ยังคงใช้สำหรับการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน โดยส่ง รหัสยืนยันแบบใช้ครั้งเดียวไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับ เพื่อดำเนินการ ยืนยันตัวตนได้อย่างรวดเร็ว
  • การตลาดภายใต้ข้อกำหนด: SMS ยังสามารถใช้แจ้งโปรโมชันหรือส่วนลดผ่านการส่งข้อความจำนวนมากไปยังกลุ่มเป้าหมาย ที่ให้ความยินยอมแล้ว อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในไทยต้องไม่ใส่ลิงก์ในข้อความ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ NBTC และ PDPA สำหรับแคมเปญที่ต้องการให้ ผู้ใช้กดไปยังหน้าข้อเสนอ การแจ้งเตือนแบบพุชจะมีความเหมาะสมมากกว่า

ส่วนที่ 6: กรณีที่เหมาะกับการใช้ SMS ร่วมกับการแจ้งเตือนแบบพุช

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกใช้เพียง SMS หรือการแจ้งเตือนแบบพุชช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เพราะการกำหนดบทบาทของทั้งสองช่องทางให้เหมาะสมจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมได้ สำหรับธุรกิจไทย ควรใช้การแจ้งเตือนแบบพุชเป็นช่องทางหลักสำหรับการตลาดและการดำเนินการในแอป ส่วน SMS เหมาะสำหรับข้อความสำคัญหรือช่องทางสำรอง โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ NBTC และ PDPA

  • โปรโมชันและข้อเสนอพิเศษ: ใช้การแจ้งเตือนแบบพุชเพื่อนำเสนอโปรโมชันที่มีระยะเวลาจำกัดหรือผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมนำผู้ใช้ไปยังหน้าข้อเสนอภายในแอป หากต้องการใช้ SMS เพื่อย้ำเตือน ควรส่งเฉพาะผู้ที่ให้ความยินยอมแล้วและต้องไม่มีลิงก์ในข้อความ
  • การแจ้งเตือนสำคัญ: สำหรับเหตุการณ์เร่งด่วน เช่น ระบบขัดข้อง คำเตือนด้านความปลอดภัยหรือการจัดส่งล่าช้า สามารถเริ่มด้วย SMS เพื่อให้ผู้รับเห็นข้อมูลโดยเร็ว จากนั้นจึงใช้การแจ้งเตือนแบบพุชเพื่อแจ้งความคืบหน้าหรือขั้นตอนต่อไป
  • การอัปเดตข้อมูลบัญชี: เมื่อต้องการให้ผู้ใช้ตรวจสอบหรือแก้ไขข้อมูล เช่น รายละเอียดการชำระเงินหรือข้อมูลส่วนตัว สามารถใช้การแจ้งเตือนแบบพุชเพื่อนำผู้ใช้ไปดำเนินการภายในแอป และส่ง SMS เตือนให้กลับเข้าแอปหากยังไม่มีการตอบสนอง
  • แบบสำรวจและความคิดเห็น: ใช้การแจ้งเตือนแบบพุชเพื่อเชิญชวนให้ผู้ใช้ตอบแบบสำรวจหรือแสดงความคิดเห็นภายในแอป ส่วน SMS สามารถใช้เป็นข้อความเตือนสั้น ๆ สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เข้าร่วม โดยต้องส่งตามความยินยอมและไม่ใส่ลิงก์ในข้อความ
  • การแจ้งเตือนนัดหมายหรือกิจกรรม: แจ้งผู้ใช้ผ่านแอปก่อนเพื่อช่วยให้ไม่พลาดกำหนดการ และส่ง SMS เพิ่มเติม เมื่อผู้ใช้ยังไม่ได้ยืนยันหรือไม่มีการตอบสนอง โดยเฉพาะนัดหมายหรือกิจกรรมที่ใกล้ถึงเวลา

ส่วนที่ 7: วิธีเลือกระหว่าง SMS กับการแจ้งเตือนแบบพุชสำหรับธุรกิจ

เมื่อต้องการเข้าถึงผู้ใช้อย่างรวดเร็ว ทั้ง SMS และการแจ้งเตือนแบบพุชต่างมีจุดเด่น แต่เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การเลือกช่องทางที่เหมาะสมจึงส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของผู้ใช้และผลตอบแทนจากการลงทุนโดยตรง มาดูกันว่าแต่ละช่องทางทำงานอย่างไรและควรเลือกใช้เมื่อใด

# การแจ้งเตือนแบบพุช: เข้าถึงโดยตรง รองรับการขยาย และคุ้มค่าด้านต้นทุน

หากธุรกิจมีแอปบนมือถือ การแจ้งเตือนแบบพุชเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการมีส่วนร่วม ข้อความจะถูกส่งตรงไปยังอุปกรณ์ของผู้ใช้ที่ติดตั้งแอปและอนุญาตให้รับการแจ้งเตือน จึงสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดและในจังหวะที่เหมาะสม

ข้อดีสำคัญประการหนึ่งคือ การแจ้งเตือนแบบพุชรองรับการส่งในปริมาณมาก เมื่อเชื่อมต่อกับบริการหรือแพลตฟอร์มที่เหมาะสม ธุรกิจสามารถส่งการแจ้งเตือนได้ตามความต้องการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายต่อข้อความแม้อาจมีค่าบริการระบบหรือแพลตฟอร์ม จึงเหมาะกับทีมที่ต้องการสื่อสารกับผู้ใช้อย่างต่อเนื่องพร้อมควบคุมต้นทุน

อย่างไรก็ตาม การแจ้งเตือนแบบพุชก็มีข้อจำกัด โดยทั่วไป มีอัตราการเปิดอ่านต่ำกว่า SMS และผู้ใช้อาจปัดทิ้งหรือไม่สนใจ อีกทั้งยังต้องติดตั้งแอปเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเปิดรับการแจ้งเตือน จึง ไม่ควรใช้เป็นช่องทางเดียวสำหรับข้อความเร่งด่วน แต่ธุรกิจยังสามารถแบ่งกลุ่มและปรับข้อความให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละกลุ่มได้

# SMS: รวดเร็ว เชื่อถือได้ และเหมาะกับข้อความเร่งด่วน

SMS เหมาะสำหรับการส่ง ข้อความเร่งด่วนและข้อความเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การยืนยันตัวตนไปจนถึงการแจ้งข้อมูลบริการ ด้วยอัตราการเปิดอ่านที่สูงและการส่งตรงผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจจึงนิยมใช้ SMS สำหรับรหัสยืนยันแบบใช้ครั้งเดียว ข้อความยืนยัน และข้อมูลสำคัญที่ต้องส่งอย่างรวดเร็ว

ธุรกิจควรเลือกใช้ SMS ให้เหมาะกับงบประมาณ เพราะค่าบริการจะแตกต่างกันตามประเทศ ปลายทาง และผู้ให้บริการ นอกจากนี้ ธุรกิจในไทยต้อง พิจารณาข้อจำกัด หลักเกณฑ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารผ่าน SMS โดยเฉพาะข้อกำหนดของ NBTC ที่ห้ามใส่ลิงก์ในข้อความ และการจัดการความยินยอมตาม PDPA

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า SMS รองรับข้อความแบบ ตัวอักษร เป็นหลัก หากต้องการนำเสนอรูปภาพ วิดีโอหรือเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ การแจ้งเตือนแบบพุชหรือช่องทางอื่นจะเหมาะสมกว่า

แล้วธุรกิจควรเลือกใช้ช่องทางใด

ทางเลือกที่เหมาะสมคือการใช้ทั้งสองช่องทางโดยกำหนดบทบาทให้ชัดเจน การแจ้งเตือนแบบพุชเหมาะกับการตลาด การกระตุ้นให้กลับเข้าแอป และการดำเนินการภายในแอป ส่วน SMS เหมาะกับข้อความเร่งด่วน ข้อมูลสำคัญ และการเป็นช่องทางสำรอง หากธุรกิจไม่มีแอป ก็จะไม่สามารถใช้การแจ้งเตือนแบบพุชผ่านแอปได้ แต่ยังสามารถเลือกใช้ SMS หรือช่องทางอื่นตามความเหมาะสม

ไม่ว่าจะเลือกช่องทางใด ธุรกิจก็ต้องมีแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้และรองรับการขยายตัว ซึ่ง EngageLab สามารถตอบโจทย์นี้ได้ EngageLab เป็นแพลตฟอร์มสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าแบบหลายช่องทางที่ช่วยให้ธุรกิจสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายผ่าน SMS, WhatsApp, อีเมล การแจ้งเตือนแบบพุชผ่านแอป และการแจ้งเตือนแบบพุชผ่านเว็บได้จากแพลตฟอร์มเดียว

แพลตฟอร์มการตลาดผ่าน SMS และการแจ้งเตือนแบบพุช

ด้วยบริการ SMS ที่ครอบคลุมทั่วโลก ธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้ใช้ในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค พร้อมส่งข้อความได้หลายภาษาเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก อีกทั้งยังตรวจสอบสถานะแบบเรียลไทม์และดูรายงานโดยละเอียดได้

การแจ้งเตือนแบบพุชเทียบกับ SMS

สำหรับบริการการแจ้งเตือนแบบพุชผ่านแอป EngageLab รองรับช่องทางการส่งของผู้ผลิตอุปกรณ์ 8 ราย และช่วยเพิ่มอัตราการส่งถึงได้สูงสุด 40% พร้อมรูปแบบข้อความมากกว่า 7 แบบและกฎการแบ่งกลุ่มผู้ใช้มากกว่า 10 รูปแบบเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังรองรับหลายเขตเวลา หลายภาษา และการเลือกศูนย์ข้อมูลหลายแห่งทั่วโลก

การแจ้งเตือนแบบพุชผ่านแอปเทียบกับ SMS

กล่าวโดยสรุป EngageLab ช่วยให้ธุรกิจสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้ง่ายขึ้นทั้งในหลายประเทศและหลายช่องทาง ด้วยแพลตฟอร์มครบวงจรที่ช่วยลดความซับซ้อนในการเข้าถึง กระตุ้นการตัดสินใจและรักษาผู้ใช้ในระยะยาว

สรุป

SMS และการแจ้งเตือนแบบพุชต่างเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า แต่เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจไทย การแจ้งเตือนแบบพุชเหมาะกับการตลาดและการกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับเข้าแอป ส่วน SMS ยังคงมีบทบาทสำคัญสำหรับข้อความเร่งด่วนและการเป็นช่องทางสำรอง ธุรกิจจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดของ NBTC และ PDPA EngageLab มอบทั้งความยืดหยุ่น การเข้าถึง และข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ทุกข้อความเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็น SMS สำคัญหรือการแจ้งเตือนแบบพุชที่ส่งในจังหวะที่เหมาะสม

เริ่มต้นสื่อสารกับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย EngageLab แพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านหลายช่องทางทั่วโลก