คุณรู้สึกเหนื่อยไหมที่เห็นผู้ใช้ดาวน์โหลดแอปของคุณแต่เลิกใช้งานในเวลาไม่กี่วัน? ถ้าอัตราการมีส่วนร่วมในแอปของคุณลดลง คุณคงเริ่มรู้สึกกดดันไม่น้อย
มากกว่าครึ่งของแอปถูกถอนการติดตั้งภายใน 30 วัน จึงเห็นได้ชัดว่าการรักษาผู้ใช้ให้อยู่กับแอปเป็นปัญหาสำคัญ คุณทุ่มเททั้งเวลาและทรัพยากรไปกับแอป แต่ผู้ใช้กลับหายไปก่อนที่คุณจะได้แสดงคุณค่าให้พวกเขาเห็น
แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง!
ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำกลยุทธ์เฉพาะเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอป ตั้งแต่การลดอุปสรรคในขั้นตอนเริ่มต้น (Onboarding) ไปจนถึงการส่ง push notification ที่ตรงใจจริง ๆ คุณจะได้เรียนรู้วิธีรักษาผู้ใช้ให้อยู่กับแอปและลดอัตราการถอนการติดตั้งที่น่าปวดใจเหล่านั้น
Part 1: วิธีเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอป
ถ้าคุณสงสัยว่าจะเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในแอปได้อย่างไร นี่คือขั้นตอนเร่งด่วนที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที:
1. ทำให้ขั้นตอนเริ่มต้น (Onboarding) ง่ายที่สุด ลดอุปสรรคในการเริ่มใช้งาน
คุณคงเคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อลองใช้แอปใหม่แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงใช่ไหม? ผู้ใช้ของคุณก็รู้สึกแบบเดียวกัน ถ้าขั้นตอน onboarding ซับซ้อนเกินไป พวกเขาอาจเลิกใช้แอปก่อนจะเห็นคุณค่าที่แท้จริง
ลดขั้นตอนการสมัครให้เหลือน้อยที่สุด สามขั้นตอนหรือน้อยกว่านั้นจะดีที่สุด ให้ผู้ใช้ลงทะเบียนด้วยบัญชีโซเชียลมีเดียหรืออีเมลเพื่อเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
แนะนำฟีเจอร์หลักของแอปให้ผู้ใช้เห็นอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย เมื่อผู้ใช้เข้าใจวิธีบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น พวกเขาก็มีแนวโน้มจะอยู่กับแอปและใช้งานต่อเนื่อง
2. ใช้ push notification อย่างมีกลยุทธ์
push notification ทรงพลังแต่ก็มีความท้าทาย ถ้าใช้ถูกวิธี คุณจะรักษาผู้ใช้ให้อยู่กับแอปได้ แต่ถ้าใช้มากเกินไป ผู้ใช้อาจลบแอปทิ้งทันที
เคล็ดลับคือความเกี่ยวข้องและความเฉพาะบุคคล การแจ้งเตือนควรให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนที่คอยช่วยเหลือ ไม่ใช่เซลล์แมนที่น่ารำคาญ
ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาในการส่ง มีจังหวะเหมาะสมสำหรับแต่ละคน ค้นหาช่วงเวลานั้นด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ เมื่อคุณส่งได้ตรงจังหวะ การมีส่วนร่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
3. ใส่ลูกเล่น Gamification ในแอป
คุณเคยสังเกตไหมว่าทำไมถึงวางเกมไม่ลงเมื่อใกล้จะเลเวลอัพ? นี่แหละคือพลังของ Gamification ซึ่งคุณสามารถนำมาใช้ในแอปของคุณได้เช่นกัน
ระบบแต้ม, เหรียญรางวัล หรือกระดานผู้นำ (leaderboard) ตอบโจทย์ความชอบในความสำเร็จและการแข่งขันในตัวมนุษย์ ทำให้ภารกิจธรรมดากลายเป็นความท้าทายที่สนุกและเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอป
อย่าลืมออกแบบลูกเล่นเหล่านี้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของแอป เช่น Daraz ร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่มี "Daraz Coins" และ "Daraz Candy" เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้สะสมเหรียญและนำไปแลกส่วนลด Gamification แบบนี้จะดูเป็นธรรมชาติและช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปได้จริง
4. เปิดโอกาสให้สื่อสารสองทางและรับฟังความคิดเห็น
ผู้ใช้ของคุณมีความคิดเห็น ไอเดีย และคำถาม เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พูดคุย ฟีเจอร์แชทหรือส่งข้อความภายในแอปจะช่วยสร้างสายสัมพันธ์กับผู้ใช้โดยตรง
เมื่อคุณเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็น ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาแอป แต่ยังแสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นของพวกเขามีความหมาย ทำให้ผู้ใช้รู้สึกมีส่วนร่วมกับความสำเร็จของแอป
การมีคอมมูนิตี้ฟอรั่มจะยิ่งช่วยเสริม ผู้ใช้ช่วยเหลือกันเองจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและเพิ่มทั้งการมีส่วนร่วมและความภักดีต่อแอปได้อย่างมาก
5. ปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ความธรรมดาไม่เพียงพออีกต่อไป แอปของคุณควรให้ความรู้สึกเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้แต่ละคนโดยเฉพาะ
ปรับแต่งประสบการณ์ตามพฤติกรรมและความชอบของผู้ใช้ เมื่อแอปสามารถคาดการณ์ความต้องการและนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ใช้
การใส่ใจแบบเฉพาะบุคคลนี้ควรขยายไปถึงการสื่อสารของคุณด้วย ใช้ชื่อผู้ใช้และอ้างอิงถึงพฤติกรรมหรือความสนใจเฉพาะของแต่ละคน ทำให้ทุกข้อความรู้สึกเหมือนพูดคุยแบบตัวต่อตัว
6. ใช้ In-App Stories หรือ Social Components
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รักสังคม การเพิ่มฟีเจอร์โซเชียล เช่น เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างเองหรือ in-app stories สามารถเปลี่ยนแอปของคุณจากเครื่องมือให้กลายเป็นคอมมูนิตี้
ฟีเจอร์เหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปมือถือ แต่ยังสร้างคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่สดใหม่และเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยที่คุณไม่ต้องทำงานเพิ่ม
เมื่อผู้ใช้สามารถแชร์ประสบการณ์หรือความสำเร็จ แอปของคุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนทางสังคมของพวกเขา ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการมีส่วนร่วมในระยะยาว
7. ปรับปรุงประสิทธิภาพแอปและอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ
ไม่มีอะไรทำลายการมีส่วนร่วมได้เร็วเท่าแอปที่ช้าและมีบั๊ก ตรวจสอบประสิทธิภาพเป็นประจำ แก้ไขบั๊กทันที และอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อรักษาผู้ใช้ไว้ แจ้งให้ผู้ใช้ทราบเมื่อมีการอัปเดต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแอปของคุณ
8. มอบส่วนลดและสิทธิประโยชน์
ทุกคนชอบความรู้สึกว่าได้รับดีลพิเศษ ส่วนลดหรือรางวัลเฉพาะในแอปสามารถดึงดูดใจผู้ใช้ได้อย่างมาก
ออกแบบข้อเสนอของคุณเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมาใช้งานแอปเป็นประจำ โปรแกรมสะสมแต้มที่ออกแบบดีจะเปลี่ยนผู้ใช้ขาจรให้กลายเป็นผู้ใช้ประจำ
ใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้อย่างมีกลยุทธ์ สามารถปลุกบัญชีที่ไม่ได้ใช้งานหรือให้รางวัลแก่ผู้ใช้ที่มีความเคลื่อนไหวสูง สุดท้ายจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันกับแอปของคุณ
9. ใช้ประโยชน์จากอีเมลและการแชร์บนโซเชียล
ความสัมพันธ์กับผู้ใช้ไม่ควรจบลงเมื่อพวกเขาปิดแอป ใช้อีเมลติดต่อสื่อสารต่อเนื่อง เช่น แจ้งฟีเจอร์ใหม่หรือส่งคอนเทนต์เฉพาะบุคคล
ทำให้ผู้ใช้ที่พึงพอใจสามารถบอกต่อได้ง่าย เพราะเมื่อมีคนแชร์ประสบการณ์ดี ๆ นั่นคือการตลาดที่ทรงพลังที่สุดที่คุณจะได้รับ
อย่าลืมว่าการแชร์ควรเป็นทางเลือกเสมอ เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ แล้วคุณจะสร้างความไว้วางใจ เป้าหมายคือทำให้แอปของคุณเป็นส่วนสำคัญในชีวิตดิจิทัลของผู้ใช้ ไม่ใช่การรุกล้ำ
Part 2: วิธีเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ด้วยการแจ้งเตือนแบบพุช
การแจ้งเตือนแบบพุชเป็นเครื่องมือทรงพลังในการเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอป หากใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม งานวิจัยพบว่าการแจ้งเตือนแบบพุชสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปได้ถึง 88% และ 65% ของผู้ใช้ จะกลับมาใช้งานแอปภายใน 30 วัน หากเปิดรับการแจ้งเตือนแบบพุช
สรุปคือ การแจ้งเตือนแบบพุชมีศักยภาพสูงในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ มาดูวิธีเพิ่ม engagement ในแอปมือถือด้วยการแจ้งเตือนแบบพุช พร้อมเคล็ดลับที่ดีที่สุดกัน
การติดแท็กและจัดกลุ่มผู้ใช้
คุณเคยรู้สึกว่าแอปของคุณเหมือนตะโกนอยู่ในที่ว่างเปล่าหรือไม่? การติดแท็กและจัดกลุ่มผู้ใช้จะเปลี่ยนสิ่งนี้ ให้คุณสามารถสื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ข้อความรู้สึกเฉพาะบุคคลและเกี่ยวข้อง
โดยพื้นฐานแล้ว ผู้ใช้สามารถถูกจัดกลุ่มด้วยแท็กเฉพาะบุคคล เพื่อให้ส่งข้อความได้ตรงกลุ่มมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการกระจายเนื้อหาที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า หรือข้อความแบบเจาะจงถึงแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประเภทหรือเงื่อนไขการกรองของผู้ใช้ สามารถเลือกเวลาส่งข้อความที่เหมาะสมที่สุดได้
ตัวอย่างเช่น Nykaa จัดกลุ่มผู้ใช้ตามพฤติกรรม เช่น ผู้ซื้อครั้งแรก แล้วส่ง push notification แบบเฉพาะบุคคลให้ ในตัวอย่างด้านล่างนี้ มีการส่งข้อความต้อนรับพร้อมส่วนลด 10% สำหรับออเดอร์แรกให้กับผู้ใช้ใหม่
การส่งข้อความตามเวลา & การจัดลำดับความสำคัญของข้อความ
เคยสังเกตไหมว่าบางแอปส่งการแจ้งเตือนแบบพุชมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมสุด ๆ จนรู้สึกเหมือนแอปนั้นเข้าใจตารางเวลาของคุณจริง ๆ
คุณเองก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้กับแอปของคุณได้เช่นกัน โดยการตั้งเวลาส่งการแจ้งเตือนตามพฤติกรรมของผู้ใช้ ส่งอัปเดตในช่วงที่ผู้ใช้มีแนวโน้มจะตอบสนองมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรจัดลำดับความสำคัญของข้อความประเภทกระจาย (broadcast) และข้อความแบบเจาะจง (point-to-point) ให้แตกต่างกัน เพื่อไม่ให้การแจ้งเตือนแบบกระจายไปขัดขวางความเร็วและการส่งของการแจ้งเตือนแบบทันที
ตัวอย่างเช่น แบรนด์เตกีล่า Saucey จะส่งการแจ้งเตือนแบบนี้ก่อนถึงสุดสัปดาห์:
หลายโซลูชันแอปยังช่วยให้คุณแยกแยะระหว่างข้อความด่วนกับข้อความทั่วไปได้อีกด้วย ด้วยฟีเจอร์นี้ คุณจะมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญจะไม่ถูกกลืนหายไปกับการแจ้งเตือนที่ไม่เร่งด่วน
การส่งพร้อมกันหลายช่องทาง (Concurrent Delivery)
คุณเคยพลาดการแจ้งเตือนสำคัญเพราะมันไปโผล่ที่แท็บเล็ตแทนที่จะเป็นมือถือไหม? น่าหงุดหงิดใช่ไหมล่ะ
การส่งพร้อมกันหลายช่องทางช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีนี้ ข้อความจะถูกส่งไปยังหลายช่องทางพร้อมกันโดยไม่มีลำดับตายตัว เหมาะสำหรับการแจ้งเตือนสำคัญหรือเร่งด่วน เช่น การแจ้งเตือนธุรกรรม
ตัวอย่างเช่น EngageLab คือบริการส่งการแจ้งเตือนแบบพุชที่ทรงพลัง ช่วยให้คุณส่งข้อความถึงอุปกรณ์ของผู้ใช้ทุกเครื่องพร้อมกันทันที
ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสารขาดตอนอีกต่อไป แค่ส่งข้อความไปยังช่องทางที่ผู้ใช้ต้องการในเวลานั้น ๆ การส่งพร้อมกันนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของบริการ EngageLab เพื่อให้คุณเข้าถึงผู้ใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา
การส่งซ้ำ (Re-delivery)
ทุกคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่ข้อความสำคัญไม่ถึงมือ อาจเพราะเน็ตล่ม หรือเครื่องปิดอยู่
ระบบการส่งซ้ำจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้โดยอัตโนมัติ หากข้อความส่งไม่สำเร็จ ระบบจะพยายามส่งผ่านช่องทางอื่นทันที ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ทั้งการแจ้งเตือนทั่วไปและการแจ้งเตือนสำคัญไปถึงผู้ใช้แน่นอน ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลสำคัญจะตกหล่น
ตัวอย่างด้านล่างนี้คือการแจ้งเตือนที่ถูกส่งผ่าน WhatsApp และช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับการแจ้งเตือนครบถ้วน
รูปแบบการแจ้งเตือนที่หลากหลาย
ข้อความแต่ละประเภทควรใช้รูปแบบที่ต่างกัน เช่น โปรโมชั่นอาจต้องใช้ภาพสะดุดตา ในขณะที่การแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยควรเป็นข้อความที่ชัดเจน
คุณสามารถเลือกใช้ข้อความ รูปภาพ หรือการแจ้งเตือนเต็มหน้าจอได้ตามความชอบของกลุ่มเป้าหมาย
เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเนื้อหาและความเร่งด่วนของข้อความ ความหลากหลายนี้จะช่วยให้คุณทดลองและค้นหาว่าแบบไหนที่ผู้ใช้ตอบรับมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น Swrve ใช้ภาพประกอบในแจ้งเตือน คล้ายกับ rich push notifications และปรับเนื้อหาให้เหมาะกับทั้ง iOS และแอปมือถือ
ปิดเสียงการแจ้งเตือน
ลองนึกถึงครั้งล่าสุดที่แอปส่งการแจ้งเตือนแบบพุชถี่ ๆ จนรำคาญ ถึงขั้นอยากลบแอปทิ้งเลยใช่ไหม
อีกหนึ่งเคล็ดลับในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้แอปด้วยการแจ้งเตือนแบบพุช คือการตั้งค่าช่วงเวลา "ห้ามรบกวน" เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งการแจ้งเตือนในช่วงเวลาที่กำหนด ช่วยป้องกันการรบกวนและแสดงถึงความเคารพต่อความต้องการของผู้ใช้
การใส่ใจความต้องการของผู้ใช้ในจุดนี้ มักนำไปสู่การมีส่วนร่วมในระยะยาวที่ดียิ่งขึ้น เมื่อมีการแจ้งเตือน ผู้ใช้ก็จะให้ความสนใจมากขึ้น
การแจ้งเตือนแบบกลุ่ม & รายบุคคล
บางครั้งคุณอาจต้องการสื่อสารกับผู้ใช้ทั้งหมดพร้อมกัน หรือในบางโอกาสก็ต้องการเชื่อมต่อกับผู้ใช้เพียงคนเดียว
ตัวอย่างเช่น DoorDash จะส่งการแจ้งเตือนแบบพุชรายบุคคลให้กับผู้ใช้ที่เฉพาะเจาะจง เพื่อแจ้งสถานะคำสั่งซื้อของพวกเขา
ด้วย EngageLab คุณสามารถตั้งค่าผู้ใช้เป้าหมายหลายรายและเนื้อหาข้อความได้ในคำขอเดียว ช่วยให้รองรับการส่งแบบกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังรองรับการส่งแบบรายบุคคล 3 วิธี เพื่อการส่งที่ปรับแต่งได้ตามต้องการ
ความยืดหยุ่นนี้ทำให้คุณสามารถสื่อสารได้ตามขนาดที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นประกาศฟีเจอร์ใหม่ขนาดใหญ่ หรือทิปเฉพาะบุคคลตามพฤติกรรมของแต่ละผู้ใช้
การวิเคราะห์ข้อมูล
การคาดเดาสิ่งที่ได้ผลนั้นเสี่ยงเกินไป ข้อมูลจริงจะบอกคุณว่าสิ่งใดเวิร์กจริง
EngageLab ให้ข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการแจ้งเตือนแบบพุช คุณสามารถเห็นได้ว่าผู้ใช้เปิด อ่าน หรือเมินข้อความใดบ้าง
ใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เพื่อปรับกลยุทธ์ของคุณให้แม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าอะไรที่กระตุ้นให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม ช่วยให้คุณเพิ่ม engagement ได้อย่างต่อเนื่อง
Part 3: เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ พิชิตการแจ้งเตือนแบบพุชกับ EngageLab
EngageLab คือแพลตฟอร์มการสร้าง engagement กับลูกค้าทรงพลัง ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในทุกช่องทางที่คุณใช้งาน ไม่ว่าคุณจะต้องการเพิ่ม engagement ในแอปผ่าน การแจ้งเตือนแบบพุช ใช้งาน การแจ้งเตือนบนเว็บไซต์ หรือทำแคมเปญ อีเมล แบบเจาะกลุ่ม EngageLab มีเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อความสำเร็จของคุณ
เริ่มต้นใช้ฟรีดีไซน์ที่ใช้งานง่ายของแพลตฟอร์มนี้ ช่วยให้ธุรกิจเพิ่ม retention ของผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย นี่คือคู่มือทีละขั้นตอน สำหรับการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ด้วยฟีเจอร์ที่เข้าใจง่ายของ EngageLab:
สมัครสมาชิก: เริ่มต้นด้วยการสมัครใช้งาน EngageLab ขั้นตอนการสมัครง่ายและรวดเร็ว เพียงกรอกอีเมลและรหัสผ่าน หรือจะใช้บัญชี Google, Facebook, Apple หรือ GitHub ก็สะดวกเช่นกัน
เชื่อมต่อแอปของคุณ: ขั้นตอนถัดไปคือการเชื่อมต่อ EngageLab เข้ากับแอปของคุณผ่าน SDK ฟรีของ EngageLab ซึ่งจะช่วยให้คุณใช้ฟีเจอร์ของ EngageLab ในการส่งการแจ้งเตือนแบบพุชที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ด้วยการส่งเนื้อหาที่ตรงเวลาและตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
สร้างการแจ้งเตือนแบบพุช: อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายของ EngageLab ช่วยให้คุณสร้างการแจ้งเตือนแบบพุชได้อย่างสะดวก พร้อมทั้งสามารถพรีวิวการแสดงผลบนอุปกรณ์ iOS และ Android เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดและยังคงมีส่วนร่วมกับแอปของคุณ
วิเคราะห์และปรับปรุง: เมื่อการแจ้งเตือนแบบพุชของคุณถูกส่งออกไปแล้ว EngageLab จะมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อให้คุณติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญ ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการปรับกลยุทธ์ เพิ่มอัตราการคงอยู่ของผู้ใช้ และเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปของคุณอย่างต่อเนื่อง
สรุป
ตอนนี้คุณได้เรียนรู้วิธีเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปแล้ว ถึงเวลานำสิ่งที่ได้ไปปรับใช้จริง เริ่มต้นจากการระบุจุดที่ควรปรับปรุงในแอปของคุณ แก้ไข และติดตามพฤติกรรมผู้ใช้รวมถึงตัวชี้วัดการมีส่วนร่วม เพื่อดูว่าวิธีใดได้ผลดีที่สุด
ในบรรดาวิธีต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปมือถือของคุณ การแจ้งเตือนแบบพุชถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ด้วย EngageLab - แพลตฟอร์มโต้ตอบกับลูกค้าชั้นนำ การจัดการการแจ้งเตือนแบบพุชจะกลายเป็นเรื่องง่าย เพราะมีฟีเจอร์ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนตามพฤติกรรมผู้ใช้ การตั้งเวลาส่ง การส่งแบบกลุ่ม และอีกมากมาย










