คุณเคยสงสัยไหมว่า หลังจากที่คุณเผยแพร่แอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนลงใน App Store อย่าง Google Play หรือ Apple App Store แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?
การวิเคราะห์ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของแอปด้วยเครื่องมือวิเคราะห์การใช้งานแอปมือถืออย่างครบถ้วน ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำต่อเนื่องหลังจากเผยแพร่แอป เพื่อประเมินความสำเร็จและประสิทธิภาพของแอปนั้นๆ
ในบทความนี้ เราจะพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดต่างๆ ของแอปมือถือ พร้อมแนะนำวิธีติดตามและตรวจสอบตัวชี้วัดเหล่านี้ด้วยเครื่องมือทรงพลังอย่าง EngageLab
ภาพรวมของตัวชี้วัดแอปมือถือ
ตัวชี้วัดแอปมือถือ คือ ค่าการวัดผลสำคัญที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้แอป ไม่ว่าจะเป็นแอปบนเว็บ แอปเนทีฟ หรือแอปไฮบริด ตัวชี้วัดเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น
จุดประสงค์ของการติดตามตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของแอป ก็เพื่อช่วยให้นักพัฒนาทราบว่ากลุ่มเป้าหมายชื่นชอบแอปหรือไม่ และสามารถนำข้อมูลไปปรับปรุงแอปให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร
บทบาทของตัวชี้วัดแอปมือถือในงานวิเคราะห์แอป
การวิเคราะห์แอปมือถือ คือ การเก็บรวบรวม ติดตาม และตรวจสอบข้อมูลจากแอปมือถือ เพื่อเข้าใจการใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย และประเมินประสิทธิภาพของแอป
โดยรวมแล้ว การวิเคราะห์การใช้งานแอปมือถือเป็นแนวทางที่ครอบคลุม ซึ่งอาศัยตัวชี้วัดหลักของแอปในการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ การมีส่วนร่วมของลูกค้า อัตราการเปลี่ยนแปลง และการรักษาผู้ใช้ในระยะยาว
10 ตัวชี้วัดแอปมือถือที่คุณต้องติดตาม
เมื่อคุณทราบแล้วว่าการติดตามตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของแอปมือถือด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ที่เหมาะสม มีความสำคัญต่อการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้
ต่อไปนี้คือ 10 ตัวชี้วัดแอปมือถือยอดนิยม ที่คุณควรติดตามเพื่อความสำเร็จสูงสุดของแอปมือถือของคุณ
1. จำนวนการดาวน์โหลด
ตัวชี้วัดแรกที่บ่งบอกถึงความนิยมของแอป คือ จำนวนผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดแอป ซึ่งเป็นการวัดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในช่วงแรก ทุกครั้งที่มีการติดตั้งแอปบนอุปกรณ์ที่ไม่ซ้ำกัน จะทำให้อัตราการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากคุณเริ่มได้รับยอดดาวน์โหลดหลายร้อยครั้งในสัปดาห์แรกหลังเปิดตัวแอป นั่นแสดงว่ากลยุทธ์การตลาดและแบรนด์ของคุณได้ผล ในทางกลับกัน หากแอปของคุณไม่ค่อยมีคนดาวน์โหลด คุณควรกลับมาทบทวนกลยุทธ์การตลาดใหม่
คุณสามารถดูจำนวนการดาวน์โหลดแอปได้ง่ายๆ ผ่านการเข้าถึงการตั้งค่าของ Google Play Store หรือ Apple App Store
ที่มา:https://help.uscreen.tv/
2. ผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่
การรู้แค่ยอดดาวน์โหลดแอปอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะวัดความสำเร็จของแอป คุณจำเป็นต้องทราบจำนวนผู้ใช้ที่ใช้งานแอปจริงด้วย เพื่อประเมินระดับการมีส่วนร่วม แม้จะมีคนดาวน์โหลดแอปไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะใช้งานแอปต่อเนื่อง
ดังนั้น การทราบจำนวนผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่จึงเป็นประโยชน์ในการประเมินว่าแอปของคุณมีประสิทธิภาพพอที่จะสร้างผู้ใช้ที่ภักดีหรือไม่
หากตัวชี้วัดนี้แสดงว่ามีผู้ดาวน์โหลดแอปแต่ไม่ได้ใช้งาน คุณควรพิจารณาส่งการแจ้งเตือนแบบพุชผ่านแอป โดยใช้บริการของ EngageLab เพื่อดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมาเปิดใช้งานแอป
3. เวลาใช้งานเฉลี่ย
เวลาใช้งานเฉลี่ย คือระยะเวลาที่ผู้ใช้ใช้ในแต่ละเซสชัน โดยระยะเวลานี้อาจแตกต่างกันไปตามประเภทของแอป ตัวอย่างเช่น สถิติ แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ใช้เวลาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากขึ้น แอปประเภทนี้จึงมักมีเวลาใช้งานเฉลี่ยสูง
ในทางกลับกัน หากแอปของคุณออกแบบมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้าน เช่น ทำธุรกรรมทางการเงิน หรือแสดงสูตรอาหารโดยไม่มีฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้ใช้ติดใจ แอปของคุณก็จะมีเวลาใช้งานเฉลี่ยต่ำ
การออกแบบอินเทอร์เฟซแอปให้ดูสะอาดตา ใช้งานง่าย และเข้าใจไม่ยาก ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มระยะเวลาใช้งาน นอกจากนี้ การอัปเดตแอปอย่างสม่ำเสมอและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ยังช่วยกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายใช้งานแอปต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย
4. ช่วงเวลาระหว่างเซสชัน (Session Intervals)
ช่วงเวลาระหว่างเซสชันถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของแอป โดยหมายถึงระยะเวลาที่ผู้ใช้เว้นระหว่างแต่ละเซสชัน หรือพูดง่าย ๆ คือบอกได้ว่าผู้ใช้เปิดแอปบ่อยแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้เปิดแอปเฉลี่ยทุก ๆ ชั่วโมง แสดงว่าแอปนั้นมีการมีส่วนร่วมและความน่าสนใจสูงสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งช่วงเวลาระหว่างเซสชันสั้นเท่าไหร่ การมีส่วนร่วมก็ยิ่งสูง ซึ่งเป็นผลดีต่อแอปของคุณ
คุณสามารถใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อลดช่วงเวลาระหว่างเซสชัน โดยควรเน้นให้แอปใช้งานง่ายและมีความน่าสนใจสำหรับผู้ใช้
นอกจากนี้ หากผู้ใช้ละทิ้งขั้นตอนบางอย่างไว้ เช่น ทิ้งสินค้าไว้ในตะกร้าในแอปช้อปปิ้ง คุณสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนแบบพุชผ่าน EngageLab เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมาใช้งานแอปอีกครั้ง
5. อัตราการคงอยู่ของผู้ใช้ (Retention Rate)
การรักษาผู้ใช้เดิมถือเป็นหัวใจสำคัญของทุกธุรกิจ สามารถคำนวณอัตราการคงอยู่ได้กับทุกแคมเปญการตลาด ซอฟต์แวร์ เครื่องมือ หรือแอปมือถือ
สำหรับการวิเคราะห์การใช้งานแอปมือถือ อัตราการคงอยู่หมายถึงเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่ยังคงใช้งานแอปของคุณต่อเนื่องในระยะยาว โดยจะวัดจากจำนวนผู้ใช้ที่กลับมาใช้งานแอปภายในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 1 สัปดาห์ 1 เดือน หรือ 1 ปีหลังจากเริ่มใช้งานครั้งแรก
การติดตามอัตราการคงอยู่ของผู้ใช้จึงสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณทราบว่าแอปของคุณตอบโจทย์ความต้องการและความคาดหวังของกลุ่มเป้าหมายได้ดีเพียงใด และสามารถรักษาผู้ใช้ไว้ได้นานแค่ไหน
6. ผู้ใช้งานประจำวัน (DAU) และผู้ใช้งานประจำเดือน (MAU)
จำนวนผู้ใช้แอปโดยรวม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นผู้ใช้ที่ใช้งานจริง ดังนั้นจึงควรระบุให้ชัดเจนและติดตามจำนวนผู้ใช้งานประจำวัน (DAU) หรือผู้ใช้งานประจำเดือน (MAU)
DAU ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญสำหรับแอปมือถือ เพื่อดูว่ามีผู้ใช้กี่คนที่ขาดแอปของคุณไม่ได้ในแต่ละวัน โดย DAU จะนับจำนวนผู้ใช้ที่ใช้งานแอป ไม่ใช่จำนวนเซสชัน
ในทำนองเดียวกัน คุณสามารถติดตาม MAU เพื่อดูจำนวนผู้ใช้ทั้งหมดที่มีปฏิสัมพันธ์กับแอปของคุณในแต่ละเดือน
เคล็ดลับ: วิธีเพิ่ม DAU ของแอปให้รวดเร็วที่สุด
วิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่ม DAU ของแอป คือการส่งการแจ้งเตือนแบบพุชที่น่าสนใจไปยังสมาร์ทโฟนหรือเว็บเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ โดยคุณสามารถใช้ EngageLab เพื่อจุดประสงค์นี้ และยังสามารถปรับแต่งเนื้อหาการแจ้งเตือนได้ตามสถานการณ์
ตัวอย่างเช่น หากการวิเคราะห์การใช้งานแอปมือถือพบว่าผู้ใช้ไม่ได้ใช้แอปเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน คุณสามารถส่งการแจ้งเตือนแบบพุชแบบเฉพาะบุคคลเพื่อเตือนให้ผู้ใช้กลับมาทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ตรวจสอบออเดอร์ในตะกร้าสินค้า
7. อัตราการแปลง (Conversion Rate)
อัตราการแปลง หมายถึงเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่ทำกิจกรรมที่ต้องการภายในแอปมือถือ กิจกรรมเหล่านี้อาจเป็นการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือเพียงแค่กรอกแบบฟอร์มสมัครรับข่าวสาร
หากแอปมีอัตราการแปลงสูง แสดงว่าแอปมีประโยชน์ต่อผู้ใช้จำนวนมากและผู้ใช้เลือกทำกิจกรรมที่ต้องการผ่านแอป ในทางกลับกัน หากอัตราการแปลงต่ำ แสดงว่าอาจมีปัญหาบางอย่างในแอปที่ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถดำเนินการตามที่ต้องการได้
ดังนั้น การติดตามอัตราการแปลง (Conversion Rate) จึงมีความสำคัญอย่างมากในการประเมินประสิทธิภาพของแอปว่าบรรลุเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่ อีกทั้งยังช่วยให้ธุรกิจและนักพัฒนาแอปสามารถระบุฟีเจอร์ที่ควรปรับปรุงเพื่อเพิ่มอัตราการแปลงได้อีกด้วย
เคล็ดลับ: วิธีเพิ่มอัตราการแปลงด้วย EngageLab
EngageLab คือแพลตฟอร์มบริหารจัดการการมีส่วนร่วมของลูกค้าแบบครบวงจร ที่ช่วยให้ธุรกิจและแอปทุกประเภท ทุกขนาด สามารถเพิ่มอัตราการแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสามารถวางกลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจรด้วย EngageLab เพื่อเพิ่มอัตราการแปลงของแอปคุณได้ดังนี้:
- เชื่อมต่อแอปมือถือหรือเว็บแอปของคุณกับ EngageLab เพื่อส่งการแจ้งเตือนที่น่าสนใจถึงผู้ใช้และกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการตามที่ต้องการ
- ส่ง SMS และอีเมลที่น่าสนใจถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อโปรโมตแอปและฟีเจอร์เฉพาะของแอปคุณ
- อย่าลืมว่าผู้ใช้เป้าหมายของคุณอาจใช้หลายแอปพร้อมกัน คุณจึงไม่ควรคาดหวังว่าผู้ใช้จะจดจำทุกฟังก์ชันของแอปคุณได้ ดังนั้น การส่งการแจ้งเตือนแบบพุชและอีเมลการตลาดในเวลาที่เหมาะสมจึงสำคัญ เพื่อเตือนให้ผู้ใช้ไม่ลืมแอปของคุณ
8. รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ที่ชำระเงิน (ARPU)
รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ที่ชำระเงิน (ARPU) คือการวัดความภักดีของลูกค้าผ่านการซื้อซ้ำ หากจำนวนสมาชิกของแอปไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้น แสดงว่ากลยุทธ์การตลาดของคุณกำลังทำงานได้ดีในการรักษาลูกค้าเดิมและเพิ่มยอดขายต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญในการคำนวณ ARPU คือการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยทั่วไปแนะนำให้คำนวณ ARPU รายเดือนด้วยสูตร:
9. ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC)
ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางการตลาดและการวิเคราะห์แอปมือถือ เพื่อดูว่าคุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการได้มาซึ่งผู้ใช้หนึ่งคน คุณสามารถคำนวณ CAC ได้ง่าย ๆ ดังนี้:
พูดง่าย ๆ CAC คือเงินที่คุณต้องใช้ต่อผู้ใช้หนึ่งคน เพื่อให้เขาดาวน์โหลดแอปของคุณ
ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของแอป ดังนั้นคุณต้องระวังไม่ให้ค่าใช้จ่ายนี้สูงเกินไป แม้ว่าต้นทุนนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คุณควรจัดสรรงบประมาณการตลาดให้เหมาะสมเพื่อสร้างสมดุล
10. มูลค่าตลอดอายุการใช้งาน (LTV)
มูลค่าตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Value - LTV) เป็นส่วนสำคัญของการตลาดแอป และใช้ประเมินศักยภาพของแอปในระยะยาว โดยแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้แต่ละรายมีมูลค่าสำหรับแอปมากน้อยเพียงใดตลอดช่วงเวลาที่ใช้งาน
ธุรกิจสามารถใช้ LTV เพื่อกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมสำหรับการหาผู้ใช้ใหม่โดยไม่เกินงบการตลาด LTV ยังมีผลต่อทุกตัวชี้วัดและกลยุทธ์การตลาดอื่น ๆ ของธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจและนักพัฒนาควรติดตามตัวชี้วัดนี้อย่างใกล้ชิด
ติดตามและปรับปรุงตัวชี้วัดสำคัญของแอปด้วย EngageLab
จากเนื้อหาข้างต้นจะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์สถิติการใช้งานแอปมือถือส่วนใหญ่เน้นไปที่การเพิ่มการมีส่วนร่วม การใช้งาน และการรักษาผู้ใช้ ดังนั้น หากคุณต้องการติดตามตัวชี้วัดสำคัญของแอป ควรเลือกใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่น่าเชื่อถืออย่าง EngageLab.
EngageLab มีตัวเลือกหลากหลายที่ช่วยให้คุณทำแคมเปญการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งบริหารกลยุทธ์การมีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งการแจ้งเตือนแบบพุชผ่านแอปมือถือ เว็บแอป หรือส่งอีเมลและ SMS
ก่อนอื่น คุณต้องเชื่อมต่อแอปของคุณเข้ากับ EngageLab เสียก่อน เช่น หากคุณต้องการเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมโดยการส่งการแจ้งเตือนแบบพุช คุณจำเป็นต้อง ตั้งค่าแพลตฟอร์ม ช่องทาง และ SDK ให้เรียบร้อยก่อนจะส่งการแจ้งเตือนแบบพุช
คุณสามารถตั้งค่าและส่งการแจ้งเตือนไปยังกลุ่มเป้าหมายของคุณได้อย่างง่ายดาย
เมื่อคุณได้ส่งการแจ้งเตือนแบบพุช หรือ SMS การตลาด หรืออีเมล เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปมือถือของคุณแล้ว คุณสามารถติดตามประสิทธิภาพของแต่ละช่องทางได้ง่าย ๆ ใน EngageLab
คุณสามารถวัดจำนวนผู้ใช้ใหม่และผู้ใช้ที่ใช้งานแอปของคุณได้ โดยเข้าไปที่สถิติผู้ใช้:
นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างและส่งการแจ้งเตือนแบบพุชที่น่าสนใจผ่าน EngageLab เพื่อดูว่าการแจ้งเตือนเหล่านั้นสามารถดึงดูดผู้ใช้ได้หรือไม่ โดยดูได้ที่ การแจ้งเตือนแบบพุช
โดยรวมแล้ว EngageLab เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้สำหรับการวัดผลตัวชี้วัดสำคัญด้านการมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพของแอปมือถือของคุณ
เริ่มต้นใช้ฟรีสรุป
โดยสรุปแล้ว การติดตามตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของแอปถือเป็นส่วนสำคัญของการเปิดตัวแอปและทำให้แอปประสบความสำเร็จในระยะยาว หากไม่มีการวัดผลที่ครอบคลุม คุณจะไม่สามารถวางกลยุทธ์การตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพ ประสิทธิผล และความสำเร็จโดยรวมของแอปคุณ
ดังนั้น ขอแนะนำให้คุณเริ่มใช้ EngageLab ตั้งแต่วันนี้ และเริ่มติดตามตัวชี้วัดสำคัญต่าง ๆ เพื่อวางกลยุทธ์ที่จะช่วยพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานแอปมือถือของคุณ
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ EngageLab และนำไปใช้กับธุรกิจของคุณ







